สตรอว์เบอร์รี vs บลูเบอร์รี: ลูกไหนดีกว่าเรื่อง "น้ำตาลในเลือด" และ "สารต้านอนุมูลอิสระ"

สตรอว์เบอร์รี vs บลูเบอร์รี: ลูกไหนดีกว่าเรื่อง "น้ำตาลในเลือด" และ "สารต้านอนุมูลอิสระ"

สตรอว์เบอร์รี vs บลูเบอร์รี: ลูกไหนดีกว่าเรื่อง "น้ำตาลในเลือด" และ "สารต้านอนุมูลอิสระ"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เทียบกันชัดๆ! สตรอว์เบอร์รี vs บลูเบอร์รี ผลไม้ลูกไหนน้ำตาลน้อยกว่าเกือบ "ครึ่งหนึ่ง"

ทั้งสตรอว์เบอร์รีและบลูเบอร์รีต่างจัดเป็นผลไม้ที่เป็นมิตรต่อระดับน้ำตาลในเลือด เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ และมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำตาล แม้ว่าสตรอว์เบอร์รีจะมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าบลูเบอร์รีครึ่งหนึ่ง แต่ผลไม้ทั้งสองชนิดนี้ก็แทบไม่ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงหัวใจและปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย

ชนิดไหนคุม "น้ำตาลในเลือด" ได้ดีกว่า?

สตรอว์เบอร์รีมีปริมาณน้ำตาลเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับบลูเบอร์รี แต่หากมองในหมวดผลไม้ทั่วไป ทั้งคู่จัดอยู่ในกลุ่มผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ และมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic Index) ซึ่งหมายความว่าจะ ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงฉับพลัน

แตกต่างจากอาหารแปรรูปหรือของหวานอย่างน้ำอัดลมและขนมปังขาว แม้ผลไม้จะมีน้ำตาลธรรมชาติ แต่ก็มีไฟเบอร์ (ใยอาหาร) น้ำ วิตามิน และแร่ธาตุเข้ามาช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด มีงานวิจัยพบว่า:

  • ผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม อาจมีระดับน้ำตาลในเลือดช่วงอดอาหารลดลง
  • การรับประทานสารชีวภาพออกฤทธิ์ในตระกูลเบอร์รีเป็นประจำ มีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงการอักเสบ โรคหัวใจ และเบาหวานชนิดที่ 2
  • เบอร์รีช่วยปรับปรุงภาวะดื้ออินซูลินในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน
  • การเน้นทานอาหารจากพืช เช่น ผลไม้ ผัก และพืชตระกูลถั่ว ช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น

ชนิดไหนชนะเลิศเรื่อง "สารต้านอนุมูลอิสระ"?

เบอร์รีทั้งสองชนิดอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญ ได้แก่ วิตามินซี, กรดโฟลิก, แร่ธาตุแมงกานีส และสารโพลีฟีนอล (เช่น แอนโทไซยานิน และแทนนิน)

อย่างไรก็ดี สตรอว์เบอร์รีมีวิตามินซีมากกว่าบลูเบอร์รีถึง 6 เท่า และมีโฟเลตสูงกว่า ในขณะที่ บลูเบอร์รีจะมีสารแอนโทไซยานินสูงกว่า (รงควัตถุตามธรรมชาติในพืชที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระสูง)

สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยปกป้องเซลล์จากภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) สารแอนโทไซยานินยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ, เบาหวานชนิดที่ 2, ภาวะสมองเสื่อม และโรคมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ งานวิจัยยังระบุว่าสารต้านอนุมูลอิสระในสตรอว์เบอร์รีช่วยลดตัวบ่งชี้การอักเสบและภาวะการทำงานผิดปกติของหลอดเลือดในผู้ใหญ่น้ำหนักเกินที่มีไขมันในเลือดสูงได้อีกด้วย


ตารางเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการ (Nutrition Comparison)

เปรียบเทียบโภชนาการต่อปริมาณ 1 ถ้วยตวง (สตรอว์เบอร์รีสด 144 กรัม vs บลูเบอร์รีสด 148 กรัม):

สารอาหาร สตรอว์เบอร์รี (1 ถ้วย) บลูเบอร์รี (1 ถ้วย)
พลังงาน (แคลอรี) 50 kcal 89.6 kcal
คาร์โบไฮเดรต 11 กรัม 20.4 กรัม
น้ำตาลทั้งหมด 6.8 กรัม 13.1 กรัม
แคลเซียม 23.8 มิลลิกรัม (mg) 16.8 mg
แมกนีเซียม 17.5 mg 8.68 mg
ฟอสฟอรัส 32.2 mg 18.2 mg
โพแทสเซียม 225 mg 120 mg
แมงกานีส 0.52 mg 0.59 mg
วิตามินซี 83.4 mg 11.3 mg

ทริกเติมผลไม้ตระกูลเบอร์รีลงในมื้ออาหารง่ายๆ

แม้งจะจัดเป็นผลไม้ที่ไม่ทำให้น้ำตาลพุ่งสูง แต่หากนำไปจับคู่กินพร้อมกับอาหารที่มีโปรตีน ไฟเบอร์ หรือไขมันดี จะยิ่งช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลให้ช้าลงได้อีก เช่น การโรยสตรอว์เบอร์รีหรือบลูเบอร์รีคู่กับถั่วต่างๆ ลงบนกรีกโยเกิร์ตรสธรรมชาติไขมันต่ำ

ไอเดียสร้างสรรค์เมนูเบอร์รี:

  • ใช้เป็นท็อปปิ้งบนซีเรียลธัญพืช ข้าวโอ๊ต หรือมิวสลี
  • บดให้ละเอียดแล้วทาบนขนมปังโฮลวีต
  • ใส่ในสลัดผักเพิ่มความสดชื่น
  • ผสมในโยเกิร์ต หรือปั่นเป็นสมูทธี
  • ทานคู่กับคอทเทจชีส หรือชีสริคอตตาไขมันต่ำ
  • ใช้เป็นส่วนผสมในมัฟฟินข้าวโอ๊ตหรือมัฟฟินรำข้าว
  • รับประทานสดๆ เป็นของว่างสุขภาพระหว่างวัน

สรุปทริกสาระน่ารู้: หากเน้นคุมน้ำตาลและอยากได้วิตามินซีสูง สตรอว์เบอร์รีคือคำตอบที่ใช่! แต่หากต้องการเน้นสารต้านอนุมูลอิสระชะลอวัยบำรุงสมอง บลูเบอร์รีก็ทำหน้าที่ได้เลิศไม่แพ้กัน ทางที่ดีที่สุดคือทานสลับกันทั้งสองชนิดเพื่อโภชนาการที่ครบถ้วน

 

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล